RESEARCH AND

DEVELOPMENT CENTER

Contribute to you from more than 10 years experiences of knowledge in

Mercedes-Benz and AMG industry.

  • KamikazeGMBP Team

ระบบโช็คน้ำมัน มีกี่แบบ แบบไหนถึงเหมาะกับเรา

หลังจากบทความเรื่องโช็คและสปริงแล้ว คราวนี้เราจะมาลงลึกถึงเรื่องระบบการทำงานของโช็คกัน ว่ามีแบบใดบ้าง แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร


หากท่านยังไม่มีความรู้เรื่องโช็คกับสปริง สามารถตามไปอ่านที่บทความนี้ก่อนได้เลยครับ


โช็คส่วนใหญ่ที่แพร่หลายมักอาศัยน้ำมันเป็นตัวหลักในการทำงานของโช็ค ประเภทลักษณะโช็คในปัจจุบันที่สามารพบได้บ่อยมีสองแบบหลัก ได้แก่ Twintube และ Monotube


ความแตกต่างระหว่างโช็คแบบ Twintube VS Monotube

1. Twintube Shocks


ท่านผู้อ่านอาจจะเดาได้จากชื่อ นั่นก็คือ เป็นระบบโช็คที่ประกอบด้วยกระบอกสูบนอกหนึ่งกระบอก และกระบอกสูบภายในขนาดเล็กกว่าอีกหนึ่งกระบอก โดยมีระบบลูกสูบ (Piston Rod) ที่ทำงานอยู่ภายในกระบอกสูบที่อยู่ด้านใน กระบอกสูบภายในจะมีน้ำมันที่มีความหนืดอยู่ระดับหนึ่งเติมอยู่เต็มกระบอก ส่วนปลายของกระบอกภายในมีวาล์วที่ควบคุมการไหลของน้ำมันหนืดนี้ให้ไหลเข้าออกมาผ่านระหว่างกระบอกภายในและช่องว่างระหว่างกระบอกภายในกับนอกได้ ภายในช่องว่างนี้จะมีน้ำมันหนืดอยู่เล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอากาศ ซึ่งเป็นอากาศที่มีความดันต่ำแต่บรรจุอยู่ในกระบอกโช็คซึ่งเป็นระบบปิด อากาศจากภายนอกไม่สามารผ่านเข้าไปได้ ลักษณะการทำงานของโช็คชนิดนี้ คือเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านเนิน กระบอกสูบจะถูกกดลง ส่งผลให้ลูกสูบดันน้ำมันหนืดในกระบอกภายในเกิดการไหลของน้ำมันหนืดผ่านวาล์วด้านล่างออกมาสู่ช่องว่างระหว่างกระบอกสูบภายในและนอก และเมื่อรถคลื่อนผ่านเนินไปน้ำมันหนืดที่ไหลออกมาก็จะถูกดันกลับเข้าไปในกระบอกสูบภายในเนื่องจากปริมาตรอากาศในช่องว่างระหว่างกระบอกสูบที่มีแรงดันเพิ่มระหว่างรถเคลื่อนผ่านเนินช่วยดันกลับเข้าไป


การเกิดฟองอากาศในระบบ Twintube หรือ Cavitation

ข้อดีของระบบ Twintube คือ สามารถผลิตได้ง่าย มีราคาไม่สูง พบได้ทั่วไปในรถยนต์สี่ประตู มักจะเป็นระบบโช็คที่ติดมากับรถยนต์จากโรงงานผู้ผลิต เนื่องจากกระบอกสูบทำจากท่อโลหะกลวงสองท่อซ้อนกัน แล้วเชื่อมปิดปลายทั้งสองด้านได้โดยไม่ต้องการความแข็งแรงที่สูงมากนัก


ข้อเสียของระบบ Twintube คือ เนื่องจากช่องว่างภายในระหว่างกระบอกสูบภายในและกระบอกสูบภายนอกมีอากาศที่แรงดันต่ำบรรจุอยู่ เมื่อโช็คเกิดการทำงานขึ้นลง น้ำมันหนืดที่ไหลเข้าออกนี้จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Cavitation” นั่นคือ อากาศที่มีอยู่ในช่องว่างระหว่างกระบอกจะลงไปผสมกับน้ำมันหนืดเกิดเป็นฟองอากาศกระจายไปทั่วตัวน้ำมัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่จังหวะการทำงานขึ้นลงของโช็คที่มีการกดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถนนที่มีหลุมและเนิน ส่งผลให้ความหนืดของน้ำมันเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพจริงของโช็คถึง 35% ฟองอากาศที่กระจายตัวในน้ำมันนี้จะหายไปได้ในกรณีที่จอดพักรถแล้วไม่มีการทำงานของโช็คเกิดขึ้น


เนื่องด้วยการทำงานของโช็คจะก่อให้เกิดความร้อนของน้ำมันหนืดภายในกระบอกโช็คมากขึ้น แต่ปริมาณน้ำมันส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในกระบอกสูบภายใน ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมาคือ การระบายความร้อนเกิดขึ้นได้ไม่ดี เพราะความร้อนจะถูกกักไว้ในช่องว่างระหว่างกระบอกสูบภายในและภายนอกในสภาพที่ไม่มีการท่ายเทความร้อนไปที่อื่นได้ เมื่อเกิดความร้อนสูงสะสม ความหนืดของน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน นั่นคือน้ำมันจะมีความเหลวที่มากขึ้น ทำให้เกิดกรณีที่น้ำมันโช็คไหลรั่วออกมาจากโช็คได้ และเมื่อความหนืดของน้ำมันเปลี่ยนแปลงจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพของโช็คอย่างมาก เนื่องจากปัญหาดังกล่าวของระบบโช็คแบบ Twintube จึงเกิดโช็คอีกประเภทหนึ่งขึ้นมาคือ “Monotube Shocks”


โช็คระบบ Monotube ซึ่งเป็นกระบอกโช็คเดี่ยว

2. Monotube Shocks


เป็นระบบโช็คที่ประกอบด้วยกระบอกสูบเพียงกระบอกเดียว โครงสร้างของกระบอกโช็คประกอบด้วยระบบลูกสูบเช่นเดียวกับ Twintube แต่น้ำมันหนืดภายในกระบอกสูบจะถูกอัดด้วยก๊าซไนโตรเจนแรงดันสูง เพื่อป้องกันการเกิดฟองกาศภายในตัวน้ำมัน ไม่มีการไหลเวียนของน้ำมันเข้าออกระหว่างกระบอกสูบอีกต่อไป โดยด้านล่างของบริเวณกระบอกที่บรรจุน้ำมันหนืดจะเป็นช่องว่างซึ่งมีก๊าซบรรจุอยู่อีกชั้นหนึ่ง ก๊าซบริเวณนี้จะไม่เกิดการเข้าไปผสมกับน้ำมัน เพราะมีการแยกส่วนกันโดยวาล์วที่เคลื่อนขึ้นลงได้ตามแรงกดอย่างอิสระ


ข้อดีของระบบ Monotube คือ ไม่เกิดปรากฏการณ์ Cavitation หรือการเกิดฟองอากาศภายในน้ำมันหนืด ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพจากน้ำมันในที่โช็คลดลงจากฟองอากาศจึงหมดไป และเนื่องด้วยโช็คเป็นท่อตันท่อเดียว เมื่อเกิดความร้อนภายในน้ำมันขึ้นจากการใช้งาน ความร้อนจากน้ำมันสามารถถ่ายเทออกสู่อากาศภายนอกได้ทันที ไม่ถูกกักกันไว้ภายในกระบอกโช็ค ในขณะที่ขับรถยังมีกระแสลมไหลผ่านกระบอกโช็คช่วยให้ความร้อนลดลงได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ประสิทธิภาพของโช็คประเภทนี้จึงคงที่และไม่แปรเปลี่ยนตามสภาพถนนหรือลักษณะการขับขี่แต่อย่างใด


โช็ค Monotube จากผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ มีลักษณะการทำงานที่คล้ายกัน

ข้อเสียของระบบ Monotube คือ มีราคาที่สูง เนื่องจากน้ำมันภายในโช็คถูกอัดด้วยก๊าซไนโตรเจนแรงดันสูงอยู่ กระบอกโช็คจึงต้องมีความแข็งแรงมากกว่า ทำให้การผลิตโช็คประเภทนี้ยากกว่ากว่าแบบ Twintube


โช็คประเภทนี้มีชนิดที่ไม่มีการอัดก๊าซไนโตรเจนแรงดันสูงเข้าไปในกระบอกสูบด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านความร้อนได้ แต่ประสิทธิภาพยังไม่สามารถเทียบเท่ากัน Monotube Shocks ที่มีการอัดก๊าซเข้าไปได้


3. External Reservoir Shocks


เป็นระบบโช็คที่เก็บน้ำมันไว้นอกตัวกระบอกโช็ค โช็คระบบนี้ออกแบบมาเพื่อใช้รถสนามหรือรถแข่งเท่านั้น การเก็บน้ำมันไว้ในนอกโช็คมีจุดประสงค์เพื่อลดน้ำหนักของโช็คลงเพื่อลดภาระของล้อที่ต้องแบกรับน้ำหนัก มีการระบายความร้อนที่ดีกว่า เมื่อน้ำมันถูกเก็บไว้ภายนอกโช็คจะช่วยลดการเสื่อมของโช็คลงตามจุดเชื่อมต่างๆจากน้ำมันที่ร้อนแล้วเกิดการขยายตัว และสามารถปรับจูนการไหลของน้ำมันได้


หลังจากทราบข้อดีข้อเสียของระบบโช็คแต่ละแบบแล้ว บทความถัดไปจะพูดถึงระบบโช็คถุงลม หรือ “Air Shocks” ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะรถเบนซ์ที่หันมาใช้ระบบ “AIRMATIC” ว่า ประสิทธิภาพ ความคงทนในแง่มุมต่างๆ เหมือนกับระบบโช็คที่มใช้น้ำมันหรือไม่ มีข้อดัข้อเสียอย่างไร

วิดีโอนี้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความนี้ได้ดีมาก สามารถเข้าไปรับชมเพื่อเพิ่มความเข้าใจได้ครับ

ขอบคุณรูปภาพอ้างอิงจาก:

https://www.bilstein.com/

https://iscsuspension-na.com/monotube-vs-twin-tube-difference-better/

https://www.turnology.com/tech-stories/inside-the-racing-shock-absorber-with-koni/


#ความแตกต่างของโช็ค #monotubeshcok #twintubeshock

53 views

© 2018 Kamikazegmbp LLC, All right reserved.

  • w-facebook
  • White Instagram Icon